วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นับถอยหลัง...วันแต่งงาน

The Wedding Countdown Calendar (Bride)

          การวางแผนและจัดตารางเวลาเสียตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณลดความตื่นเต้น และสามารถเนรมิตให้วันงานผ่านไปด้วยความชื่นมื่น พร้อมกันนั้นก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นความสุขในชีวิตคู่ได้อย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญคือต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ แล้วเรื่องน่าปวดหัวทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น...

 12-6 เดือน

          ++ บอกข่าวดีแก่ญาติสนิทมิตรสหายถึงโครงการแต่งงานของคุณ 
          ++ หารือกับพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเรื่องแผนการแต่งงาน 
          ++ กำหนดงบประมาณและตัดสินใจว่าใครต้องทำอะไรบ้าง 
          ++ เลือกเพื่อนเจ้าสาว เพื่อนเจ้าบ่าวและผู้ที่เกี่ยวข้อง 
          ++ จดรายชื่อแขกที่คุณต้องการเชิญให้ร่วมเป็นสักขีพยานรัก 
          ++ แวะเวียนไปยังสถานที่ต่างๆ ที่รับจัดเลี้ยงเพื่อตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 
          ++ ขอใบเสนอราคาค่าจัดเลี้ยง 
          ++ จองสถานที่ 
          ++ เลือกหาซื้อชุดเจ้าสาว 
          ++ เริ่มต้นประทินผิว ทำผม ทำเล็บ เข้าสปา 
          ++ จองช่างภาพ ถ่ายรูปวิดีโอ

 3 เดือน

          ++ สั่งเค้ก 
          ++ เตรียมพิมพ์การ์ด 
          ++ เลือกดอกไม้ 
          ++ ลองชุดแต่งงาน 
          ++ ปรึกษาถึงทรงผมกับช่างผมของคุณ 
          ++ จองห้องพักสำหรับ 1 คืนที่โรงแรม และที่ฮันนีมูน 
          ++ ตรวจสอบพาสปอร์ตและปลูกฝีหากจำเป็น (กรณีที่เดินทางไปต่างประเทศ) 
          ++ เลือกแหวนแต่งงาน 
          ++ จองรถสำหรับเข้าหอ 
          ++ จัดการเรื่องของชำร่วย

 2 เดือน

          ++ พิมพ์การ์ดเชิญ 
          ++ ยืนยันการจองในทุกบริการรวมถึงสถานที่ 
          ++ ส่งการ์ดเชิญไปยังแขก 
          ++ เขียนการ์ดขอบคุณเตรียมไว้กับของชำร่วย 
          ++ หาซื้อเครื่องประดับทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 
          ++ ลองหันไปดูเจ้าบ่าวว่าชุดของเขาเรียบร้อยหรือยัง 
          ++ เลือกผู้ช่วย

 1 เดือน

          ++ นัดเวลาช่างทำผม แต่งหน้าในตอนเช้าของวันแต่งงาน 
          ++ ต้องมั่นใจว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งงาน รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรในวันงาน 
          ++ เตรียมเอกสารแจ้งการเปลี่ยนนามสกุลส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่คุณเกี่ยวข้อง (ในกรณีที่คุณเปลี่ยนนามสกุล) 
          ++ เจ้าสาว : เลือกของขวัญให้เจ้าบ่าว 
          ++ เจ้าบ่าว : เลือกของขวัญให้เจ้าสาว

 2 สัปดาห์

          ++ ยืนยันจำนวนแขกและที่นั่งให้กับทางสถานที่และฝ่ายจัดเลี้ยง 
          ++ เลือกสถานที่ฮันนีมูน และจองตั๋วจากบริษัทนำเที่ยว 
          ++ ลองชุดแต่งงานแบบเต็มรูปแบบ

 1 สัปดาห์
          ++ ฝึกซ้อม ณ สถานที่จริง 
          ++ โทร. เพื่อยืนยันกับช่างภาพ ช่างทำผม แต่งหน้า และให้รายชื่อแขก ที่คุณต้องการให้ช่างภาพเก็บภาพ 
          ++ ตรวจความเรียบร้อยถึงคำพูดที่จะให้กล่าวในงาน

 1 วันก่อนวิวาห์
          ++ เก็บของจำเป็นเช่น เครื่องสำอาง ลงกระเป๋า 
          ++ ปรนนิบัติตัวเองด้วยการนวด และเข้าสปา 
          ++ ทำใจให้สบาย พักผ่อน และเข้านอนแต่หัวค่ำ 
          ++ หาเวลาสักเล็กน้อยในการแลกของขวัญกับคู่หมั้นของคุณ

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องอยู่ก่อนแต่ง

แต่งงาน

ความเชื่อผิดๆ เรื่องอยู่ก่อนแต่ง (Woman Plus)

เรื่อง : ตะละแม่วีนัส

          สาวๆ สมัยนี้ก็เหลือเกินนะคะ ช่างปฏิบัติตัวขัดใจคุณระเบียบรัตน์กันเสียจริง ทำตัวเลียนแบบฝรั่งมังค่า หอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่กินกับแฟนหนุ่ม ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยโน่นแน่ะ แถมยังอ้างว่าเป็นการเรียนรู้ก่อนแต่งงาน ดีกว่าไปหย่ากันตอนแต่งงานแล้ว

          อพิโธ่อพิถังกะละมังแตก ทำไมผู้หญิงอย่างเราต้องยอมเปลืองตัว แถมยังตัดโอกาสตัวเองอย่างนั้นเล่าคะ แค่เป็นแฟนกันไปมาหาสู่ก็พอแล้ว อย่าถึงขั้นหอบผ้าไปอยู่กินเป็นสามีภรรยากันเลย...แถมยังมีความเชื่อ (ผิดๆ) เรื่องการอยู่ก่อนแต่งอีกต่างหาก ... มาดูซิว่าจะมีอะไรบ้าง

ความเชื่อ : ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็ไม่ได้เรียนรู้กัน

          คิดผิดคิดใหม่ได้นะคะคุณขา คู่แต่งงานบางคู่ ทนกินน้ำพริกถ้วยเก่ากันมานาน ตั้ง 20 กว่าปี ก็ยังมีเรื่องมาเซอร์ไพรส์กันไม่จบสิ้น เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่กันแค่ 6 เดือน หรือ 6 ปี ก็ไม่ได้แปลว่าเราะรู้จักอีกฝ่ายดีพอ ถ้าอยากเรียนรู้นิสัยส่วนตัว แค่ไปเที่ยวตากอากาศด้วยกันสัก 2-3 ครั้ง หรือใช้เวลาอยู่ด้วยกันเยอะๆ ก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ใช่การหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ด้วยกัน เราเป็นผู้หญิงมีแต่เปลืองตัวค่ะ

ความเชื่อ : อยู่ด้วยกันได้เรียนรู้นิสัย เพื่อเอาปรับปรุงชีวิตคู่

          ช่วยเลิกคิดอะไรแบบนั้นเถอะค่ะ การอยู่ก่อนแต่งมีแต่จะก่อนิสัยพูดจาถากถาง และอารมณ์ทั้งรักทั้งเกลียดให้เกิดขึ้น เพราะความเกรงอกเกรงใจกันมันลดน้อยลง

ความเชื่อ : การอยู่ก่อนแต่งเป็นเรื่องยุติธรรมและเท่าเทียม

          ไม่จริ๊งไม่จริงค่ะ เราขอเถียงหัวชนฝา อย่างแรกคือยังไง๊ยังไงผู้หญิงก็เสียเปรียบวันยังค่ำ หนำซ้ำจากการวิจัยยังพบว่า ผู้ชายที่ผ่านการเป็นเจ้าบ่าวจะดูแลลูกมากกว่า ผู้ชายที่อยู่กินกับผู้หญิงเฉยๆ การอยู่ก่อนแต่งเปรียบเสมือนใบอนุญาต ให้ผู้ชายเห็นแก่ตัวโดยแท้ มันไม่มีอะไรผูกมัดให้รับผิดชอบมากมายอะไรนัก

ความเชื่อ : การอยู่ก่อนแต่งเซ็กซี่กว่าการแต่งงานแล้ว

          อันนี้อาจจะมีส่วนถูกอยู่บ้าง ที่ว่าเซ็กส์ของคู่อยู่ก่อนแต่งร้อนแรงกว่าคู่แต่งงาน เพราะคู่แต่งงานให้ความรู้สึกที่อีกฝ่ายเป็นของตาย เมื่อไหร่ก็ได้ แต่อย่าลืมว่าความผูกมัดระหว่างคู่อยู่กินกันเฉยๆ มันไม่มี เพราะฉะนั้น สถานภาพแบบนี้ย่อมเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายไปหาเศษหาเลยที่อื่น ลองคิดดูดีๆ นะคะ ใครเป็นฝ่ายเสียเปรียบฮึ

ความเชื่อ : อยู่ด้วยกันไปก่อน พร้อมเมื่อไหร่ค่อยมีลูก แล้วแต่งงาน

          แล้วเมื่อไหร่วันนั้นจะมาถึงล่ะคะคุณน้อง เมื่อไหร่เขาจะพร้อมมีลูก ป่านนั้นเราไม่แก่หงำเหงือกพ้นวัยเจริญพันธุ์ไปแล้วหรือคะ สาวบางรายอยู่กินกับผู้ชายไปเรื่อยๆ คนแล้วคนเล่า พอเริ่มคบก็ย้ายไปอยู่กินเรียนรู้กัน พอไม่เวิร์กก็เลิกรา วนเวียนอยู่แบบนี้ ในที่สุดก็แก่เกินมีลูก แถมยังไม่มีคู่เป็นของตัวเองซะอีก

นับถอยหลังก่อน...แต่งงาน

The Wedding Countdown Calendar (Bride International)
          การวางแผนและจัดตารางเวลาเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณลดความตื่นเต้น และสามารถเนรมิตให้วันงานผ่านไปด้วยความชื่นมื่น พร้อม กันนั้นก็เป็นสัญญาณเริ่มต้นความสุขในชีวิตคู่ได้อย่างสมบูรณ์ ที่สำคัญคือต้องเคร่งครัดในการปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ แล้วเรื่องน่าปวดหัวทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น

 12-6 เดือน

          - บอกข่าวดีแก่ญาติสนิทมิตรสหายถึงโครงการแต่งงานของคุณ 
          - หารือกับพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเรื่องแผนการแต่งงาน 
          - กำหนดงบประมาณและตัดสินใจว่าใครต้องทำอะไรบ้าง 
          - เลือกเพื่อนเจ้าสาว เพื่อนเจ้าบ่าว และผู้ที่เกี่ยวข้อง 
          - จดรายชื่อแขกที่คุณต้องการเชิญให้ร่วมเป็นสักขีพยานรัก 
          - แวะเวียนไปยังสถานที่ต่างๆ ที่รับจัดเลี้ยงเพื่อตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 
          - ขอใบเสนอราคาค่าจัดเลี้ยง 
          - จองสถานที่ 
          - เลือกหาซื้อชุดเจ้าสาว 
          - เริ่มต้นประทินผิว ทำผม ทำเล็บ เข้าสปา 
          - จองช่างภาพ ถ่ายรูปวิดีโอ

 3 เดือน

          - สั่งเค้ก  
          - เตรียมพิมพ์การ์ด  
          - เลือกดอกไม้  
          - ลองชุดแต่งงาน  
          - ปรึกษาถึงทรงผมกับช่างผมของคุณ  
          - จองห้องพักสำหรับ 1 คืนที่โรงแรม และที่ฮันนีมูน  
          - ตรวจสอบพาสปอร์ตและปลูกฝีหากจำเป็น (กรณีที่เดินทางไปต่างประเทศ)  
          - เลือกแหวนแต่งงาน  
          - จองรถสำหรับเข้าหอ  
          - จัดการเรื่องของชำร่วย

 2 เดือน

          - พิมพ์การ์ดเชิญ 
          - ยืนยันการจองในทุกบริการรวมถึงสถานที่ 
          - ส่งการ์ดเชิญไปยังแขก 
          - เขียนการ์ดขอบคุณเตรียมไว้กับของชำร่วย 
          - หาซื้อเครื่องประดับทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 
          - ลองหันไปดูเจ้าบ่าวว่าชุดของเขาเรียบร้อยหรือยัง 
          -เลือกผู้ช่วย

 1 เดือน

          - นัดเวลาช่างทำผม แต่งหน้า ในตอนเช้าของวันแต่งงาน 
          - ต้องมั่นใจว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับงานแต่งงาน รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอะไรในวันงาน 
          - เตรียมเอกสารแจ้งการเปลี่ยนนามสกุลส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่คุณเกี่ยวข้อง (ในกรณีที่คุณเปลี่ยนนามสกุล)
          - เจ้าสาว : เลือกของขวัญให้เจ้าบ่าว 
          - เจ้าบ่าว : เลือกของขวัญให้เจ้าสาว

 2 สัปดาห์

          - ยืนยันจำนวนแขกและที่นั่งให้กับทางสถานที่และฝ่ายจัดเลี้ยง  
          - เลือกสถานที่ฮันนีมูน และจองตั๋วจากบริษัทนำเที่ยว  
          - ลองชุดแต่งงานแบบเต็มรูปแบบ

 1 สัปดาห์ 
          - ฝึกซ้อม ณ สถานที่จริง 
          - โทร. เพื่อยืนยันกับช่างภาพ ช่างทำผม แต่งหน้า และให้รายชื่อแขก ที่คุณต้องการให้ช่างภาพเก็บภาพ 
          - ตรวจความเรียบร้อยถึงคำพูดที่จะให้กล่าวในงาน

 1 วันก่อนวิวาห์ 
          - เก็บของจำเป็นเช่น เครื่องสำอาง ลงกระเป๋า 
          - ปรนนิบัติตัวเองด้วยการนวด และเข้าสปา 
          - ทำใจให้สบาย พักผ่อน และเข้านอนแต่หัวค่ำ 
          - หาเวลาสักเล็กน้อยในการแลกของขวัญกับคู่หมั้นของคุณ

มุมมองจากงานแต่งงาน


มุมมองจาก "งานแต่งงาน" (Modren Mom)

โดย: รศ.นพ.อัมพล สูอำพัน

          เดี๋ยว นี้งานแต่งงานไม่ใช่แค่การทำตามประเพณีเพียงเท่านั้นแล้ว แต่มีความซับซ้อนมากมาย ไล่เรียงตั้งแต่เสื้อผ้า หน้า ผม บรรยากาศงาน สถานที่ ซึ่งหมายรวมถึงเม็ดเงินที่มากขึ้นเรื่อย ๆ กระแสนิยมเหล่านี้บอกอะไรในชีวิตคู่ที่จะดำเนินต่อไปหลังจากนี้บ้าง เป็นเรื่องที่น่าแลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างยิ่ง

"พิธีแต่งงาน" ไม่ใช่แค่เรื่องของสองเรา

          เมื่อได้ย่างเท้าเข้าหน้าบริเวณงานมงคลสมรสในสถานที่จัดงานอันหรูหรา สวยงาม ของโรงแรมแต่ละแห่งในกรุงเทพมหานคร เราจะพบกับบรรยากาศที่ชื่นมืน ทั้งผู้ที่เป็นแขกมาในงานและเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่และเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่อยู่ในชุดสวยพิเศษสุด ต่างมีสีหน้าที่แจ่มใส ยิ้มแย้ม นัยน์ตาบ่งบอกถึงความสุขความดีใจเป็นอย่างยิ่ง แขกทุก ๆ คนมีโอกาสทักทายแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวได้เพียงเสี้ยวเวลาเดียว ไม่กล้าชื่นชมอยู่ได้นานนักเพราะรู้ดีและเกรงใจว่าแขกคนอื่น ๆ กำลังทยอยกันเข้ามาในงาน

          ต่อจากนั้นแต่ละคนต่างก็สาละวนกับอาหาร ที่เจ้าภาพจัดไว้เลี้ยงแขก ถ้าอาหารอร่อยก็จะชื่นชมในรสชาติอันถูกปากนั้น ถ้าไม่อร่อยก็จะบ่นว่าสู้ที่นั้นไม่ได้สู้ที่นี่ไม่ได้ พร้อมกับเสียงพูดคุยกันกระหึ่มก้องงาน ดูเหมือนว่าผู้คนจะลืมคู่บ่าวสาวเสียชั่วคราวโดยสิ้นเชิง

          ใน ขณะเดียวกัน คู่บ่าวสาวก็จะต้องเดินไปทักทายแขกตามโต๊ะต่าง ๆ กว่าจะทั่วงานก็เริ่มอ่อนแรง เริ่มมีแววของความเหนื่อยหล้าเกิดขึ้น ความจริงทั้งคู่เหนื่อยล้ามาแล้วตั้งแต่พิธิรดน้ำสังข์เมื่อตอนเย็นที่ผ่าน มา งานเลี้ยงกลางคืนจึงเป็นการที่จะต้องรวบรวมพลังทางกายและจิตใจอีกครั้ง เสมือนเป็นการขึ้นเวทีในยกที่สอง

          ภวังค์ของแขกเหรื่อที่กำลังพูดคุยและรับประทานอาหารกันอย่างต่อเนื่อง ภวังค์แห่งความเหนื่อยล้าระคนกับความอิ่มเอมใจของคู่บ่าวสาว พลันต้องสะดุดลงด้วยเสียงโฆษกที่ประกาศเชิญคู่บ่าวสาวขึ้นไปบนเวทีเปิดตัว ให้ทุกคนได้พบเห็นความหนุ่มหล่อและสาวงามของทั้งคู่ แล้วก็ตามมาด้วยการฉายภาพแห่งความทรงจำตั้งแต่วัยเด็กของคู่บ่าวสาว และเล่าขานมาเรื่อย ๆ ว่าพบรักกันเมื่อไหร่ อย่างไร คนนั้นมีดีอย่างไร คนนี้มีข้อประทับใจอย่างใด แขกบางคนที่เป็นหัวโบราณแอบกระซิบกันว่าไม่รู้จะเอามาเล่าให้เราฟังทำไม

          เมื่อภาพแห่งความทรงจำเหล่านั้นจบลง โฆษกก็จะเชิญทั้งคู่มาสัมภาษณ์ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับโฆษกจริง ๆ ครับ บางครั้งสัมภาษณ์เรื่องส่วนตัวแบบเจื่อน ๆ บางครั้งสัมภาษณ์สั้น ๆ แต่ประทับใจ บางครั้งสัมภาษณ์แบบตลกคะนอง บางทีก็สัมภาษณ์เยิ่นเย้อนานมากจนแขกเหรื่อขยับข้อมือดูนาฬิกากันหลายครั้ง หลายหน คู่บ่าวสาวก็ยิ้มไม่ค่อยออกเพราะเหนื่อยมาก สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเป็นประเพณีไทยมาตั้งแต่เมื่อใดคือการสัมภาษณ์จะจบลงตรง ที่โฆษกจะขอให้คู่บ่าวสาวแสดงความรักต่อกันด้วยการหอมแก้มจูบปากกัน

          จากนั้นก็ต้องจูงมือกันไปตัดแบ่งขนมเค็กชิ้นใหญ่นำไปให้แขกรับประทาน ขนมเค็กแห่งความรักนี้แม้ว่าแสนจะอร่อยแต่แขกก็ต้องพยายามรับประทานด้วย ความที่ยังอิ่มอาหารคาว และรีบรับประทานเพื่อที่จะลาเจ้าภาพกลับบ้าน

          ใน ช่วงท้ายของงานแขกเริ่มทยอยกลับบ้านคนแล้วคนเล่า ที่คุ้นเคยก็โบกมืออำลากลับเสียงรถยนต์ทยอยออกจากงานทีละคัน ๆ ในที่สุดความเงียบและความสงบว่างเปล่ากลับมาอีกครั้ง เหลือแต่ญาติสนิทเท่านั้นที่รอส่งตัวคู่บ่าวสาวกลับไปเรือนหอ


แต่งงาน
แต่งงาน

ชีวิตคู่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว

          ชีวิตคู่ได้เริ่มต้นจากวินาทีนี้ แต่หลายคู่ชีวิตได้ดำเนินมานานแล้ว เพียงแต่มาจัดงานมงคลสมรสให้เป็นไปตามประเพณี เส้นทางแห่งชีวิตคู่นี้ ส่วนหนึ่งดำเนินไปได้อย่างมีความสุข ราบรื่นประสบความสำเร็จและอยู่เป็นคู่กันอย่างยั่งยืน มีความถาวร แม้จะมีเหตุปัจจัยมากระทบมาบั่นทอน ก็ไม่เป็นเหตุให้เกิดปัญหาได้

          บางคู่สามารถดำเนินชีวิตคู่ไปได้แม้จะไม่ราบรื่นนักแต่ก็พอปรับให้มีสภาพ ชีวิตครอบครัวได้ดีพอใช้ แต่หลายคู่ชีวิตคู่ไม่สามารถดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่ง บางทีอยู่กินกันไม่กี่เดือนก็ต้องแยกจากกัน บางรายพยายามปรับกันแล้วปรับกันอีกหลายครั้งหลายคราในที่สุดก็ต้องเลิกราต่อ กัน มีหลายคู่ที่ดำเนินชีวิตครอบครัวมาได้อย่างดีเป็นเวลายาวนานพอสมควรแล้วก็ ต้องมีเหตุให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ก็มี

          อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้ชีวิตคู่มีเส้นทางดำเนินไปแตกต่างกันอย่างนั้น ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านหมุนภาพจากสังคมและเศรษฐฐานะหนึ่งไปสู่อีกสังคมและ เศรษฐฐานะที่ด้อยและลำบากกว่า

          ใน อีกมุมของสังคมหนึ่งชีวิตคู่อาจเริ่มต้นอย่างง่าย ๆ ตามธรรมชาติจะเรียกว่าไมได้ดำเนินไปตามวัฒนธรรมและประเพณีและไม่ได้มี พิธีรีตองอะไรกันมากมายนัก เมื่อหนุ่มสาวเกิดชอบพอสนิทสนมกันและดูใจกันมพอสมควร ประกอบกับการที่ต้องมาทำงานห่างไกลบ้าน และต่างก็มีฐานะไม่ดีนัก ทั้งคู่จึงไม่ได้นึกถึงการสู่ขอและแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี และตัดสินใจมาใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน เมื่ออยู่ด้วยกันได้ระยะหนึ่ง จึงส่งข่าวไปบอกทางบ้าน พ่อแม่ทั้งคู่ อาจรู้สึกเสียใจบ้างที่ลูกทำอะไรไม่ปรึกษาไม่บอกกล่าวผู้ใหญ่ก่อน แต่ด้วยรักลูกและเห็นว่าเรื่องได้ดำเนินไปแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงทำพิธีอย่างเรียบง่าย ประหยัด เพียงเป็นเครื่องบอกให้รู้ว่าผู้ใหญ่รับรู้แล้วเท่านั้น

          ลักษณะของชีวิตคู่ที่เริ่มต้นอย่างธรรมชาติอันเรียบง่ายนี้ ส่วนหนึ่งก็ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขราบรื่นตามธรรมชาติตามธรรมดาสามัญ มีความสำเร็จของชีวิตคู่และมีความยั่งยืนถาวรได้ หลายคู่ก็อาจมีความขัดแย้งกันแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ และส่วนหนึ่งชีวิตคู่แบบนี้ก็อาจจะสะดุดและจบลงในเวลาต่อมา

          เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างการแต่งงานที่หรูหราเสียค่าใช้จ่ายหลายแสนหรือ เป็นล้าน กับการแต่งงานที่เรียบง่ายใช้ค่าใช้จ่ายไม่มากนัก ดูแล้วเส้นทางแห่งชีวิตคู่ทั้งสองแบบดูจะไม่ต่างกันมากนัก

          ประเด็นนี้ทำให้น่าคิดว่าพิธีรีตองอันสวยหรู ค่าใช้จ่ายที่แพงกว่ามากมาย ไม่ได้เป็นปัจจัยรับประกันว่าชีวิตคู่จะต้องดำเนินไปได้อย่างราบรื่นเสมอไป ความจริงวัฒนธรรมและประเพณีเป็นสิ่งที่ดีงามเราควรปฏิบัติให้อยู่ในกรอบ แห่งความเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมและประเพณีก็เป็นปัจจัยภายนอก ข้อสำคัญที่ผู้ที่มีชีวิตคู่ไม่พึงลืมคือ ปัจจัยทางด้านจิตใจของทั้งคู่ ซึ่งถ้าจัดองค์ประกอบทางด้านจิตใจให้ดีให้เหมาะสมแล้ว ให้ฟ้าจะถล่มดินจะทะลายก็ทำลายล้างสายสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้ยาก

ความรัก ความหมายที่มากกว่าแค่พิธีกรรม

          ความรัก ความซื่อตรง และความซื่อสัตย์ต่อกัน มีความเหนี่ยวแน่นในพันธะสัญญาที่มีต่อกัน ตั้งแต่แรกพบว่าจะรักกัน ให้ยึดถือสัญญานี้อย่างไม่มีวันคลาย ทั้งคู่ควรมีความพยายามที่จะบังคับ กำกับจิตใจและมีสติระลึกเสมอว่าให้ดำรงความรัก ความตรงและความซื่อสัตย์นั้นไว้ ความอดทนในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ถูกใจ ความอดทนที่ฟันฝ่าอุปสรรคด้วยกันให้ยั่งยืน ความอดทนที่จะต้องบังคับจิตใจตนเองให้เป็นคนตรงอยู่เสมอ รวมทั้งการยอมรับความเป็นเอกลักษณ์และข้อบกพร่องในคู่ของตน ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ชีวิตคู่ดำเนินไปได้อย่างถาวร

          ประการสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การรู้จักให้อภัย รู้จักเสียสละ และละความสุขส่วนตนลง โดยพยายามมีกิจกรรมที่ให้ความสุขและความพึงพอใจด้วยกัน จะทำให้ชีวิตคู่มีชีวิตชีวาขึ้นได้มาก ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นจิตแพทย์เด็ก ในใจนั้น อยากให้คู่หนุ่มสาวเริ่มชีวิตคู่ด้วยปัจจัยด้านจิตใจที่มีต่อกันเป็นสำคัญ มากกว่าที่จะเริ่มชีวิตคู่ที่ติดอยู่ในรูปแบบที่ทำตามอย่างกันด้วยค่าใช้ จ่ายที่แสนแพงเป็นที่น่าเสียดาย

          และ ชีวิตคู่ที่ดำเนินไปด้วยใจ นั้นจะยั่งยืนถาวรเป็นรากฐานอันดีและแน่นหนาสำหรับเด็กตัวน้อย ๆ ที่จะเกิดมาให้มีเส้นทางของการเจริญเติบโตและพัฒนาอย่างเข้มแข็งต่อไป

แก้อย่างไร...เมื่อรองเท้าเจ้าสาวสร้างปัญหาในวันงาน

แก้อย่างไร...เมื่อรองเท้าเจ้าสาวสร้างปัญหาในวันงาน (I Do)



          ถ้า เกิดปัญหารองเท้าไม่เป็นใจ ทั้งขบทั้งกัดในวันงาน ให้นำพลาสเตอร์ปิดแผลสีเนื้อที่เตรียมไว้ในกระเป๋าฉุกเฉิน มารับมือกับรองเท้าคู่ร้าย อย่ามัวรีรอ รีบใช้พลาสเตอร์ปิดบริเวณนั้นทันที เพราะคุณยังต้องยืนและเดินอยู่ในงานต่อไปอีก

          หากรองเท้าที่สวมมีปัญหาเรื่องพื้นรองเท้าลื่น ให้นำกระดาษทรายแบบหยาบ มาขัดใต้พื้นรองเท้าเพิ่มผิวสัมผัสให้ขรุขระขึ้นอีกนิด จะช่วยป้องกันไม่ให้คุณลื่นไถลยามเมื่อเดินอยู่ในงานที่มีพื้นเป็นมันเงาได้ ดีทีเดียว

          ในวันพิเศษหากคุณเกิดพลาดท่าส้นรองเท้าหัก ไม่ต้องตื่นตะหนก ตั้งสติสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วนำรองเท้าคู่สำรองที่เตรียมไว้ล่วงหน้า โดยรองเท้าที่เตรียมไว้ต้องมีความสูงเท่ากันพอดี สีไม่จำเป็นต้องเหมือนเอาแค่คล้ายคลึง แบบอาจจะต่างกันบ้างก็ไม่เป็นไรมาสวมแทน

พรสำหรับการครองคู่

พรสำหรับการครองคู่ (Life & Family)

โดย: สมศรี สุกุมลนันทน์

อวยพรกันตามฟอร์มว่า ขอให้มีความสุขความเจริญครองคู่กันยืนนาน

          เดือนที่ผ่านมาคงมีฤกษ์ดีสำหรับงานมงคลสมรสหลายวัน เพราะได้รับบัตรเชิญหลายราย แต่ละรายมีข้อปลีกย่อยต่าง ๆ กัน บางรายเชิญรดน้ำตอนใกล้เที่ยงแล้ว เชิญรับประทานอาหารกลางวันต่อกันไป บางรายเชิญรดน้ำใกล้ค่ำ แล้วเชิญรับประทานอาหารค่ำ ทุกรายเข้าใจว่าจะให้ความสำคัญแก่การเลี้ยงมากกว่าการรดน้ำ

          การ รดน้ำทำเป็นการภายในสำหรับญาติผู้ใหญ่ บัตรเชิญเป็นเรื่องการเลี้ยงไม่ระบุการรดน้ำ หลายรายการรดน้ำมีที่บ้าน ไม่ได้ออกบัตรเชิญกันในหมู่ญาติ รดน้ำตอนเช้าตอนค่ำจึงมีงานเลี้ยงในโรงแรม เป็นเรื่องเลี้ยงระหว่างเพื่อนฝูงของคู่บ่าวสาว น้อยรายจะมีงานเลี้ยงพระและเจริญพระพุทธมนต์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในตอนเช้า หรือเพล มีเหตุผลว่าเป็นการฉลองเรือนหออย่างธรรมเนียมโบราณ

          ส่วน สำคัญที่สุดของการแต่งงานคือการจดทะเบียนสมรส สมัยนี้กลายเป็นงานแทรกจะจดทะเบียนตอนไหนก็แล้วแต่จะสะดวก เชิญเจ้าหน้าที่มาที่บ้าน หรือบ่าวสาวจะพากันไปจดทะเบียนกันเองก็ได้ เช่นเดียวกับพิธีต่าง ๆ ที่ปฏิบัติตาม ๆ กันมาเป็นประเพณี ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

          ไปงานแต่งงานของหลานย่าและหลานป้าในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งสองรายขอให้คุณย่าและคุณป้ากล่าวอวยพรหลังจากงานเลี้ยงตามธรรมเนียมที่ เคยปฏิบัติกันมา ผู้กล่าวคำอวยพรต้องขึ้นไปยืนพูดบนเวที บังเอิญคุณย่าและคุณป้ากำลังขาเจ็บ เดินขึ้นบันไดไม่ไหวและยืนไม่ทน เจ้าภาพจึงอนุโลมให้นั่งพูดที่เก้าอี้ของโต๊ะอาหาร ให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวมานั่ง คุกเข่าอยู่ตรงหน้า จำกัดการพูดอยู่ในตัว เพราะจะเป็นการทรมานเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ตรงนี้ทำให้ต้องรำพึงถึงความหลังเมื่อครั้งเป็นเด็ก พ่อแม่มีคู่บ่าวสาวมาไหว้บ่อย ๆ ตามธรรมเนียมของการไหว้ผู้ใหญ่

การไหว้ผู้ใหญ่เป็นขั้นตอนหนึ่งของพิธีแต่งงาน

          หลัง จากวันแต่งงาน ภายในสัปดาห์แรก สามีภรรยาคู่ใหม่จะนำดอกไม้ธูปแพ เทียนแพ ออกไปไหว้ผู้ใหญ่ที่นับถือ อาจไปคราวละสองบ้านก็ได้ ถ้าสะดวกที่จะทำอย่างนั้น ผู้ใหญ่ที่รับไหว้มักเป็นคู่ เพื่อจะได้ให้โอวาทคู่สามีภรรยาใหม่ได้ถนัด ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงให้โอวาทสาว ผู้ใหญ่ฝ่ายชายให้โอวาทหนุ่ม การเข้ามากราบกรานอยู่ตรงหน้าทำให้รู้สึกว่าใกล้ชิด โอวาทจึงเป็นคนละอย่างกับธรรมเนียมใหม่ที่ผู้ใหญ่ขึ้นไปกล่าวอวยพรบนเวที

          จากประสบการณ์จำได้ว่าผู้ใหญ่ที่ไปไหว้มี 3 ราย คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิงหลวงประดิษฐ์มนูธรรม และท่านผู้หญิง และคุณหญิงสัจจาภิรมย์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นป้า

          การมาไหว้อย่างนี้ ผู้ใหญ่พูดกับสามีภรรยาคู่ใหม่โดยตรง โอวาทที่ท่านให้จึงเป็นการจำเพาะเจาะจงมากกว่าที่จะเป็นคำอวยพรตามธรรม เนียมสำหรับผู้คนทั้งหมดซึ่งมาในงานร่วมฟัง

          จะเล่าให้ฟังว่า คุณป้าสอนอะไร เป็นที่รู้กันว่าคุณป้าเป็นแม่บ้านที่เชี่ยวชาญนัก ทั้งการบริหารคนและทรัพย์สิน

          คุณ ป้าเล่าว่า เมื่อแรกแต่งงานกับเจ้าคุณใหม่ ๆ ท่านและเจ้าคุณไม่ได้มีทรัพย์สิน อะไรเป็นหลักเป็นฐาน ท่านมีวิธีเก็บเงินที่ได้มาจากเงินเดือนของเจ้าคุณและทำเรือกสวน ไร่นาให้พอกพูนเป็นเงิน สมัยนั้นไม่มีธนาคาร อย่างน้อยท่านก็ไม่รู้จักใช้บริการของธนาคาร ท่านเก็บใส่ถุงผ้า (ถุงพลาสติกยังไม่มีใช้) แล้วฝากพระ พระของท่านคือนำไปวางไว้ที่แท่นพระ เคารพนบไหว้ออกปากฝากท่านไว้ เมื่อฝากพระไว้แล้วก็ไม่กล้าไปหยิบมาใช้ ขอยืมก็ไม่กล้า ท่านว่าท่านเก็บเงินของท่านด้วย วิธีนี้จะนำเอาไปใช้บ้างก็ได้

          ตอนที่ฟังท่านเล่า คิดว่าทำหน้าเฉย ๆ แต่ในใจขัน แต่ก็ยอมรับว่าวิธีของท่านเข้าที พระพุทธรูปไม่ต้องแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อะไร ตั้งอยู่เฉย ๆ คนก็กลัว คนเอาใจของตัว ไปมอบให้แก่พระพุทธรูปเอง นำเงินไปฝากท่านไว้ เกรงใจท่านถ้าจะไปทำรุ่มร่ามหยิบเอามาใช้โดยพลการ เป็นการควบคุมใจตัวเองวิธีหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะได้ผลแก่คนทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นหลานเหลนของคุณป้า

          ในการไปไหว้ผู้ใหญ่ มีธรรมเนียมว่าผู้ใหญ่จะมีของตอบแทนเพื่อรับไหว้ ของรับไหว้อาจเป็นเงินหรือสิ่งของมีค่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ถ้าเป็นเงินท่านคิดว่าจะได้เป็นเงินก้นถุง มีประโยชน์ตรงให้ผลทางใจมากกว่าจะนำไปใช้สอยในฐานะที่เป็นของแลกเปลี่ยน

          สำหรับ โอวาทที่คุณป้าให้แก่สามีภรรยาคู่ใหม่ยังโบราณเหมือนเดิม คือให้ผู้หญิงอดทน ผู้ชายขยันขันแข็งทำมาหาเลี้ยงดูบุตรภรรยา ท่านอยู่ในสมัยที่สามีภรรยาต้องมีบุตรหลายคน และสามีมีสิทธิ์ที่จะมีภรรยาหลายคนด้วย ขอให้มีปัญญาเลี้ยงดูก็ไม่ว่ากัน คุณป้าพูดอย่างผู้สันทัดจากประสบการณ์ของภรรยาเองที่มีภรรยารอง ไม่ทนก็ต้องทน

          ท่านให้ของขวัญเป็นถุงเงิน เมื่อยู่ในรถระหว่างทาง ฝ่ายหญิงจะเปิดซอง ฝ่ายชายบอกว่า อย่าเพิ่งเปิด เก็บเอาไว้อย่างนั้นก่อน ให้ความรู้สึกดี ๆ ซึมซาบอยู่ในใจ คุณป้าท่านเป็นคนระวังเรื่องการใช้เงิน จำนวนเงินน้อยนิดสำหรับเรามีค่ามากกว่าสำหรับท่าน เราต้องทำใจให้ค่าของเงินที่ท่านให้มีค่าเท่ากับค่าในความคิดของท่าน ต่อมาเปิดซองจึงเห็นว่ามีเงิน 5 บาทอยู่ในนั้น ถ้าเทียบกับเงินเดือนข้าราชการชั้นโทในขณะนั้น 140 บาท และข้าราชการชั้นเอกเงินเดือน 240 บาท 5 บาทนับ ว่ามีค่าทั้งค่าทางใจและค่าจริง



แต่งงาน
แต่งงาน

          ธรรมเนียมการไปไหว้ผู้ใหญ่หลังจากแต่งงานแล้วหายไปเมื่อใดไม่ทราบ น่าจะเป็นเพราะการแต่งงานในสมัยต่อ ๆ มาไม่ได้จัดขึ้นในบ้าน ไปจัดในสถานที่ที่มีความสะดวก ในการรับรองแขกและงานเลี้ยง มีเวทีให้ผู้ใหญ่ขึ้นไปปราศรัยและเล่นดนตรี หรือบางทีมีการแสดงฟ้อนรำต่าง ๆ ด้วย

          การขึ้นไปอวยพรคู่บ่าวสาวบน เวทีจึงเป็นแค่พูดอวยพรคำสอง คำท่ามกลางคนจำนวนมาก จะพูดอะไรที่ใกล้ชิดเป็นความจริงนักก็ไม่สมควร ไม่เหมือนกับผู้ใหญ่พูดกับคู่บ่าวสาวอย่างให้เขาฟังจริงจัง เพราะเขามานั่งอยู่ตรงหน้า

          เข้าใจว่าการพูดของคุณป้าเมื่อวันนั้นจะไม่เหมือนใคร คงไม่มีคู่บ่าวสาวคู่ไหน ที่ได้รับฟังโอวาทเรื่องการเก็บเงินจากผู้ใหญ่เช่นนั้น เวลาล่วงเลยมา 57 ปี ยังคงจำได้อยู่ เมื่อจะหยิบเงินออกไปใช้จ่ายสิ่งใด เป็นต้องนึกว่าเงินมาจากแท่นพระทุกที ยั้งการที่จะมือเติบไว้ได้ส่วนหนึ่ง เงินก้นถุง 5 บาท คิดเสียว่านอนเป็นก้นถุงอยู่ในธนาคารเพื่อ รองรับเงินที่จะเข้ามาทับทวีคูณ เดี๋ยวนี้ยังเห็นภาพคุณป้านั่งอยู่บนพรม มีเชี่ยนหมากอยู่ข้างตัว การกินหมากเป็นกิจกรรมประกอบการสนทนาสำหรับคนไทยสมัยนั้น

          เมื่อเปลี่ยนจากการให้โอวาทเฉพาะตัวมาเป็นการให้พรบนเวทีท่ามกลางแขกเหรื่อ ข้อความเนื้อหาสาระถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่ พรจึงเป็นไปตามฟอร์ม ให้มีความสุขความเจริญ แค่นั้นเป็นธรรมดา ประเภทให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง หรือขอให้ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร หมดสมัยไปแล้ว

          ครั้งหนึ่งไปในงานรับประทานเลี้ยงเนื่องในการมงคลสมรส บนเวทีที่สนามหญ้าของบ้านฝ่ายเจ้าสาว มีไม้เท้าและกระบองเป็นส่วนของการตกแต่ง มีเสียงกระซิบว่านั่นอะไร พอดีมีผู้ใหญ่ผู้ชายขึ้นมาพูดบนเวที ท่านเอ่ยถึง ไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการครองคู่อยู่ด้วยกันยั่งยืนนานจนแก่เฒ่าถือไม้เท้า ด้วยกันทั้งคู่ แต่ท่านไม่ได้เอ่ยถึงกระบองว่าทำหน้าที่อะไรในการครองคู่ ลงได้เป็นสำนวนติดปากใคร ๆ รู้จักจำได้ ต้องมีความหมาย

          ไม้เท้าเป็น ที่รู้จักกันว่า คนแก่มักต้องพึ่งไม้เท้าเพื่อพยุงกายให้ยืนเดินถนัด ไม้เท้าช่วยประคับประคองร่างกายที่เสื่อมโทรมลงเพราะชราภาพหรือสุขภาพ สามีภรรยาช่วยเหลือกันและกัน การช่วยเหลือมักเป็นที่ต้องการยามแก่เฒ่า

          กระบอง นับว่าเป็นอาวุธดั้งเดิม คนป่าคนดอยไม่รู้จักทำอาวุธด้วยวัสดุอื่น ๆ เช่นโลหะ มักต้องพึ่งกระบอง ยักษ์ถือกระบอง ไม่ถืออาวุธอื่น คนสองคนอยู่ด้วยกัน แม้จะรักกันปานจะกลืน ก็อดมีปากมีเสียงต่อกันไม่ได้ ชอบใจสำนวน มีปากมีเสียงมาก

          เพราะเป็นความจริง ถ้าหุบปากหับเสียงเสียได้ เรื่องไม่เกิด การหุบปากหับเสียงคือการมีวินัยแก่ตัวเอง ซึ่งยากกว่าการบังคับให้ผู้อื่นมีวินัย ถ้าไม่มีวินัย อาจต้องใช้กระบองบังคับ กระบองจึงเป็นเครื่องมือควบคุมอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งไม่รู้จักควบคุมตัวเอง

          สมัยนี้กระบองหายากกว่าอาวุธอื่น ๆ จึงหมดไปโดยปริยาย ไม่รู้ว่ากระบองหายไป ทำให้คู่สามีภรรยาขัดใจทะเลาะเบาะแว้งกันมากขึ้นหรือเปล่า คงไม่ใช่

          ในงานมงคลสมรส ไม่มีใครเอ่ยถึงสิ่งที่ไม่เป็นมงคล อวยพรกันตามฟอร์มว่า ขอให้มีความสุขความเจริญครองคู่กันยืนนาน เรามักขึ้นต้นคำอวยพรว่า ขอ ขอใครไม่ต้องเอ่ย ละไว้ในฐานที่เข้าใจกันว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่อาจบันดาลอะไรให้ได้ตามคำขอ มีจริงหรือเปล่า ไม่ทราบ ที่แน่ ๆ คือ หญิงชายที่แต่งงานกันนั้นเองเป็นผู้ดลบันดาลให้สิ่งที่ขอเป็นความจริงขึ้นมา ได้ ต้องการความสุขและความเจริญ ก็สร้างขึ้นเอง สุขทุกข์เกิดในใจของแต่ละคน ถ้าหลีกเลี่ยงที่จะไม่สร้างความทุกข์ให้แก่กันและกัน ความสุขก็จะเกิดขึ้น

          เรา ใช้คำว่า ปกติสุข ในชีวิตคู่ สุขควรเป็นความปกติ ทุกข์ควรเป็นความผิดปกติ ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ทำลายให้หมดไปได้ คิดว่าการรู้จักหุบปาก หับเสียง ที่เหมาะแก่กาลเทศะ ยังเป็นคำสอนที่ใช้ได้ อยู่สำหรับความเป็นปกติสุขในชีวิตคู่

สิ่งสำคัญก่อนแต่งงาน ที่คู่บ่าว-สาวต้องรู้


          หนุ่มสาวคู่ไหนที่ กำลังจะมีโครงการวิวาห์อยู่ล่ะก็ อย่าพลาด 10 สิ่งสำคัญที่คุณต้องพิจารณาก่อนจะตกลงปลงใจเข้าประตูวิวาห์ เพราะการแต่งงานคือสิ่งสำคัญชีวิตคู่ เรียกว่าเป็นขั้นเริ่มต้นของครอบครัวที่สมบูรณ์ก็ว่าได้ ดังนั้น กระปุกเวดดิ้งจึงหยิบเอา 10 สิ่งที่เจ้าบ่าว-สาวควรรู้ หรือทำการตกลงกันก่อนจะจูงมือเข้าสู่วันพิเศษมาบอกกันค่ะ...

1. พิธีรีตองกับการเรียกร้องทางกฎหมาย

          การแต่งงานเหมือนเป็นเรื่องของคนสองคน แต่จริงๆ คงต้องผ่านการตัดสินใจของผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งมักจะอ้างประสบการณ์ ความต้องการของฝ่ายตน (จนคนแต่งอาจต้องเออออห่อหมกเพื่อตัดปัญหาก็เป็นได้ ทั้งๆ ที่ต่อไปก็ต้องร่วมสุขร่วมทุกข์กันแค่สองคน) ก่อนแต่งงานจึงมักมีการหมั้นหมาย ยกขันหมาก ตกลงสินสอด ทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีทางศาสนาตามความเชื่อของแต่ละคู่ ยิ่งต่างศาสนายิ่งต้องมีทวิพิธีมากขึ้น

2. ทะเบียนสมรส จดดี ไม่จดดี

          พิธีแต่งงานนั้นเป็นการแสดงทางพฤตินัย แต่ไม่ใช่การรับรองทางกฎหมาย ถ้าต้องการรับรองสถานะความเป็นสามีภรรยาอย่างถูกต้อง ก็ต้องมีการจดทะเบียนสมรส แต่ถ้าไม่จด กฎหมายก็ไม่รับรองสถานะให้ เพราะฉะนั้น ควรคิดอย่างรอบคอบ เพราะอาจมีผลทางกฎหมายในอนาคต

3. เรือนหอรอรัก

          ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ ถ้าใครมีเงินพอก็อาจจะปลูกเรือนหอเอาไว้รอแต่งก่อนก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ไปก่อน ก็อาจจะวางตัวลำบาก ไม่มีความเป็นส่วนตัว ก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคน คู่บ่าว-สาวจะต้องตกลงกันให้เรียบร้อย มิฉะนั้น อาจเป็นปัญหาจนถึงขั้นเลิกรากันได้

4. เจ้าบ้านและเจ้าของบ้าน

          หลังจากซื้อบ้าน มีบ้านเป็นของตัวเองแล้ว ต้องคุยกันให้ดีก่อนว่าทะเบียนบ้านเป็นชื่อใคร คนเป็นเจ้าบ้าน อาจไม่ใช่คนเป็นเจ้าของบ้าน ดังนั้นคุยกันให้ดีก่อนใครจะเป็นเจ้าบ้าน

5. นามสกุลของใคร

          แน่นอนเรื่องนามสกุลก็เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันให้ดี เพราะกฎหมายทันสมัยจนสามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้ นามสกุลของใครหลังจากแต่งงาน เพราะปัจจุบันสามารถจะใช้นามสกุลของตัวเองก็ได้ รวมทั้งนามสกุลของลูกด้วย

6. รายได้หารสอง

          เรื่องเงินเป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่คู่สามีภรรยาก็กลายเป็นปัญหาได้เหมือนกัน เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตคู่ แต่ไม่ว่าจะแยกบัญชีรายได้ หรือต่างคนต่างเปิดเอาไว้คนละธนาคาร ก็ยังต้องหารสองแบ่งครึ่งกันอยู่ดี ทางที่ดีควรมีกี่วางแผนหรือตกลงกันไว้ล่วงหน้า

7. รายจ่ายในบ้านเรา

          รายจ่ายทุกอย่างคู่บ่าว-สาวต้องตกลงกันก่อนแต่งงาน ว่าจะทำการบริหารจัดการกับรายรับรายจ่ายอย่างไร ใครจะเป็นคนดูแลตรงส่วนไหน หรือแม้แต่หนี้สินที่คู่สมรสเราสร้างไว้ แม้เราไม่ได้มีส่วนสร้างหนี้ แต่ก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันในฐานะที่เป็นหนี้สินสมรส (กรณีจดทะเบียนสมรส)

8. ซื้อให้ แต่ใส่ชื่อฉัน

          เมื่อต้องถือกระเป๋าตังค์ใบเดียวกันตามกฎหมาย เวลาซื้อหาอะไรมาได้ในระหว่างแต่งงานต้องเป็นสินสมรสร่วมกัน ว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องเตรียมการตกลงว่า จะบริหารทรัพย์สินอย่างไร ไม่ให้รั่วไหลไปได้

9. พ่อแม่หรือญาติมาขออาศัย

          ญาติของเขา ไม่ใช่ญาติของเรา ก็อาจสร้างความลำบากใจให้เรา แม้บ้านเป็นสินสมรสที่ต่างก็มีสิทธิที่จะให้ใครมาอยู่ได้ก็จริง แต่ตามกฎหมายเจ้าของบ้านสามารถขับไล่ญาติของเขาได้ในขอบเขตที่ต้องไม่ทำให้ เจ้าของร่วมอีกฝ่ายเดือดร้อนเกินควร

10. หนี้สินค้างจ่ายหรือรายได้ค้างรับ

          เรื่องปกปิด ตกค้างอะไร คู่สมรสควรรู้ซึ่งกันและกันก่อนจะตกลงปลงใจแต่งงาน เพื่อจะได้ไม่ต้องมาเซอร์ไพรส์ในวันแต่งงาน แต่คงไม่มีใครที่จะยอมบอกหมดเปลือก ดังนั้นต้องคิดให้รอบคอบ คุยกันให้ดี ชีวิตคู่จะได้เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้

          เฮ้อ...รักกันก็ยากแล้ว จะแต่งงานกันยิ่งยากกว่า เพราะมีเรื่องให้ชวนขบคิดตั้งเยอะ แต่คิดวางแผนไว้หน่อยก็ไม่เสียหาย ดีกว่ามาทะเลาะกันทีหลัง ... จริงไหม

ใบหน้าสวยของเจ้าสาว


ใบหน้าสวยของเจ้าสาว (I Do)


          ในวันแต่งงานเจ้า สาวทุกคนย่อม ปรารถนาจะให้ตัวเองดูดีในทุกมุมมอง ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยเฉพาะความงามบนใบหน้า ที่แต่งแต้มสีสันสวยเอาไว้อย่างพิถีพิถัน การบำรุงผิวก่อนแต่งหน้า ถือเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจปรนนิบัติเป็นอันดับแรก เพราะผิวที่เนียนนุ่มชุ่มชื่นจะช่วยให้ใบหน้าปราศจากริ้วรอย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้รองพื้นดูไม่สม่ำเสมอเวลาแต่งหน้า อีกทั้งผิวหน้าที่ชุ่มชื่นมีสุขภาพดีจะช่วยให้เครื่องสำอางติดทนนาน

          สำหรับว่าที่เจ้าสาวที่แต่งหน้าเป็น ประจำและขาดการบำรุงจึงต้องเตรียมดูแล ผิวหน้าเป็นพิเศษ ขั้นตอนที่ง่ายที่สุดคือการบำรุงผิวด้วยครีมบำรุง ที่มีปริมาณมอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ที่เหมาะกับสภาพผิวเป็นประจำ เพื่อให้ผิวสามารถกักเก็บความชุ่มชื่นให้ผิวหน้าได้ทันวันแต่งงาน นอกจากนี้อาจจะต้องดูแลเพิ่มเติมด้วยการมาร์คหน้า หรือพอกหน้าด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดเข้มข้น อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเป็นประจำ

          ปัญหากวนใจอีกอย่าง หนึ่งก็คือ ริ้วรอยและจุดด่างดำบนใบหน้า ที่จะทำให้ใบหน้าดูไม่สดใสหมองคล้ำ ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลบเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ พร้อมทั้งมีคุณสมบัติในการป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดควบคู่กันไป และที่สำคัญก่อนออกจากบ้านทุกครั้งต้องอย่าลืมทาครีมกันแดดที่มีค่า SPE อย่างน้อย 20 เพื่อป้องกันความหมองคล้ำของใบหน้าอีกทางหนึ่ง

          สำหรับผิวมันที่เป็นผลมาจากสภาพอากาศร้อน ต่อมไขมันจึงทำงานมากกว่าปกติ นอกจากจะต้องใช้คลีนเซอร์อากาศร้อน ล้างหน้าที่ขจัดความมันได้อย่างหมดจด ร่วมกับโทนเนอร์ที่ช่วยกระชับรูขุมขนแล้ว มอยซ์เจอร์ไรซ์เซอร์ที่ใช้ยังควรเป็นสูตรที่ควบคุมความมันด้วย นอกจากนั้น การรบกวนผิวมากเกินไปด้วยการล้างหน้าบ่อยๆ หรือขัดผิวหน้าอย่างรุนแรง เป็นการทำลายผิวและเป็นสาเหตุของความหยาบกร้าน

          สำหรับ ผิวบอบบาง รอบดวงตาควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอลซึ่งมีคุณสมบัติในการลด เลือนริ้วรอยจางๆ ได้ดี และยังช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเลือนริ้วรอยจางๆ ได้ดี และยังช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน ซึ่งทำให้ผิวหน้ามีความเต่งตึงขึ้น เลือกรับประทานอาหารไขมันต่ำ ผักใบเขียว ผลไม้ เมล็ดถั่ว น้ำมันมะกอก รวมทั้งธัญพืชต่างๆ ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ วิตามินเอ ซี และอี ที่จะช่วยให้ผิวแข็งแรงและปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม และมลภาวะภายนอก รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเต็มที่



การแต่งหน้าเจ้าสาว

          หลังจากที่ได้ผ่านขั้นตอนการปรนนิบัติผิวสวย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแต่งหน้าแล้ว เมื่อถึงวันแต่งงานก็จะเป็นหน้าที่ของช่างแต่งหน้ามืออาชีพ ที่ได้รับการไว้วางใจให้มาช่วยแต่งแต้มสีสันบนใบหน้า การเลือกช่างแต่งหน้ามีทั้งช่างจากเวดดิ้ง สตูดิโอชั้นนำ ที่ยินดีให้บริการเป็นแพ็คเกจครบครัน หรือจะเริ่มต้นจากการสอบถามเพื่อนฝูงญาติมิตรที่เคยใช้บริการช่างแต่งหน้ามา ก่อน และยังคงประทับใจในฝีมือ อย่าลืมสอบถามราคาให้แน่ชัด รวมทั้งควรนัดแนะเพื่อลองแต่งหน้า ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นนิดหน่อย พร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บไว้เพื่อพิจารณา ดูว่าชอบหรือไม่ หรือลองโทรศัพท์สอบถามราคาจากช่างแต่งหน้าฝีมือดีชื่อดัง แม้ราคาจะสูงขึ้นมาอีกนิด แต่เมื่อเทียบกับความไว้วางใจว่าจะได้ความสวยพริ้งเพรา โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในการไปลองแต่ง หน้าแล้วถือได้ว่าคุ้มราคาเช่นกัน

          สิ่งต่อมาที่ว่าที่เจ้าสาวจะต้องทำ คือการเตรียมตัวและตระเตรียมข้อมูลเบื้องต้น ถึงสิ่งที่ต้องการให้กับช่างแต่งหน้า เพื่อที่ช่างจะได้ตระเตรียมอุปกรณ์สำหรับการแต่งหน้ามาให้พร้อมพรั่งในวัน แต่งงาน เริ่มจากหารูปแบบการแต่งหน้าใบดวงใจ

          เชื่อ ว่าเจ้าสาวทุกคนต้องมีการหาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับเทรนด์การแต่ง หน้ามาพอสมควร เมื่อรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นได้แล้ว ลองเลือกแบบที่ชอบไว้ 3-4 แบบ เพื่อนำมาปรึกษากับช่างแต่งหน้า เพื่อขอคำแนะนำว่าเป็นรูปแบบและโทนสีที่เหมาะสมและเข้ากับบุคลิก รูปแบบชุดและธีมงานหรือไม่

          หาก มีเครื่องสำอางที่แพ้ต้องบอกช่างแต่งหน้าให้ทราบ รวมทั้งเตรียมเครื่องสำอางส่วนตัวที่ใช้เป็นประจำและไม่เกิดอาการแพ้ติดมา ด้วย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแต่งหน้า ควรขอให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากห้องก่อน พยายามให้มีคนอยู่ในห้องให้น้อยที่สุด เพราะช่างแต่งหน้าต้องการสมาธิในการแต่งหน้าเพื่อแต่งแต้มให้ทุกมุมมองไม่ ว่าจะมองใกล้มองไกลเจ้าสาวจะสวยโดดเด่นสมบูรณ์แบบที่สุด

เตรียมความพร้อมก่อนแต่งงาน


เตรียมความพร้อมก่อนแต่งงาน (Front)

          จงแต่งงานเมื่อพร้อม กูรูความสัมพันธ์ครอบครัวมักแนะคู่รักไว้เช่นนี้ ว่าแต่คำว่า "พร้อม" ต้องพร้อมอะไรบ้าง

  พร้อมที่จะเชื่อใจคู่รัก
          โดยเฉพาะที่แต่งกับคนบ้างาน หรือต้องอยู่ห่างด้วยภาระหน้าที่ มัวแต่กังวลว่าเขาจะไปกุ๊กกิ๊กกับสาวอื่น รักทางไกลคงไปไม่รอด

 พร้อมที่จะสื่อสาร
          มิใช่แค่การพูดคุยเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และเข้าใจในฝ่ายตรงข้ามอีกด้วย ประเภทมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูด หรือใช้วาจาไม่เหมาะกับเป็นคนรักกัน ต้องปรับด่วน

 พร้อมที่จะประนีประนอม
          ที่เคยเสพติดอาการเอาแต่ใจก็ต้องเลิกซะ ที่ต้องการเอาชนะทุกกรณีก็ต้องยอมๆ กันไปบ้าง ถ้ายังอยากเป็นผู้ชนะอยู่ร่ำไป อย่าริแต่งงานเสียให้ยาก

 พร้อมที่จะใช้เงินร่วมกระเป๋า
          เคยสุรุ่ยสุร่ายก็ต้องใช้อย่างมัธยัสถ์ เพราะคุณไม่ได้ใช้ชีวิตเพียงลำพังแล้ว และยิ่งถ้าวางแผนจะมีลูกด้วยกัน ต้องจริงจังกับการใช้เงินอย่างพอเพียงให้มากขึ้น

 พร้อมที่จะมีพ่อแม่เพิ่มอีกคน
          ทั้งครอบครัวใหญ่ และคู่ที่แยกตัวออกไป พ่อแม่ของอีกฝ่ายย่อมเข้ามามีบทบาทในชีวิตคู่ด้วยไม่มากก็น้อย เรื่องพ่อตาแม่ยาย หรือพ่อผัวแม่ผัวก็เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น

 พร้อมที่จะร่วมรัก
          เซ็กซ์เป็นกิจกรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ในการใช้ชีวิตคู่ ใครมีทัศนคติต่อเซ็กซ์ในแง่ลบก็ควรปรับเปลี่ยนไปในทางที่ดี ถ้าทำใจให้มีความสุขกับการร่วมรักไม่ได้ อย่าแต่งเลยดีกว่า

 พร้อมที่จะรับผิดชอบอีกชีวิต
          ถ้าตกลงกันว่าจะยังไม่มี "เบบี๋" ก็แล้วไป แต่ถ้าอยากเป็นครอบครัวสมบูรณ์พร้อม พ่อ แม่ ลูก แล้วละก็ การเตีรยมตัวรับภาระที่เพิ่มขึ้นเป็นสิ่งสำคัญตั้งแต่สวมแหวนหมั้น

50 สิ่งที่ต้องถ่าย ในงานแต่งงาน

   รูปภาพ...ถือเป็นหลักฐานสำคัญในการบันทึกภาพวัน "แต่งงาน" ซึ่งถือว่าเป็นวันสำคัญในชีวิตคู่ของคุณ ซึ่งเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องละเอียดรอบคอบในการถ่ายภาพ เรียกได้ว่าเก็บทุกขั้นทุกตอนกันพลาด ดังนั้น เราจึงหยิบเอา 50 สิ่งที่ควรถ่ายภาพในงานแต่งงานมาฝากกันค่ะ

ก่อนเริ่มพิธี
          1. เจ้าสาวตอนกำลังเตรียมตัว
          2. เจ้าสาวกับแม่
          3. เจ้าสาวกับพ่อ
          4. เจ้าสาวกับพ่อและแม่
          5. เจ้าสาวกับเพื่อนเจ้าสาวและคนถือช่อดอกไม้
          6. เจ้าสาวตอนออกจากบ้าน

ที่พิธี
          7. ตอนลงจากรถ
          8. เจ้าบ่าวกับเพื่อนเจ้าบ่าว
          9. เจ้าบ่าวตอนกำลังเดินเข้าโบสถ์หรือที่แท่นบูชา
          10. เด็กโปรยดอกไม้
          11. คนถือแหวน
          12. เจ้าสาวตอนกำลังเดินเข้าโบสถ์
          13. พ่อเจ้าสาวส่งตัวเจ้าสาว
          14. เจ้าบ่าวพบเจ้าสาว
          15. เจ้าบ่าวและเจ้าสาวที่แท่นบูชา
          16. คนอื่นๆ ที่แท่นบูชาระหว่างพิธี
          17. นักดนตรีขณะกำลังเล่น
          18. ตอนแลกแหวน
          19. ตอนจุดเทียน
          20. ตอนจูบ
          21. เจ้าบ่าวและเจ้าสาวขณะเดินออกจากโบสถ์
          22 แถวที่ตั้งรอต้อนรับเจ้าบ่าวเจ้าสาวขณะออกจากโบสถ์
          23. เจ้าบ่าวเจ้าสาวภายนอกโบสถ์
          24. แขกเหรื่อโยนกลีบดอกไม้ เมล็ดพืช ฯลฯ
          25. เจ้าบ่าวเจ้าสาวตอนอยู่ในรถ

การถ่ายเก็บรายละเอียดต่าง ๆ           

          26. บัตรเชิญแบบซูมใกล้
          27. โต๊ะที่มีการ์ดวางตั้ง
          28. ของขวัญบนโต๊ะ
          29. ช่อดอกไม้และของตกแต่งต่างๆ แบบซูมใกล้

ก่อนเข้างานเลี้ยง

          30. เจ้าบ่าวเจ้าสาวก่อนเข้าในงาน
          31. เจ้าบ่าวเจ้าสาวกับพ่อแม่เจ้าสาว
          32. เจ้าบ่าวเจ้าสาวกับพ่อแม่เจ้าบ่าว
          33. เจ้าบ่าวเจ้าสาวกับพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย
          34. เจ้าบ่าวเจ้าสาวกับปู่ย่าตายายของทั้งสองฝ่าย
          35. เจ้าสาวกับครอบครัวและญาติๆ
          36. เจ้าบ่าวกับครอบครัวและญาติๆ
          37. เจ้าบ่าวเจ้าสาวกับผู้เข้าร่วมงาน
          38. เจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังเข้างานเลี้ยง

ภายในงานเลี้ยง

          39. เจ้าบ่าวเจ้าสาวกำลังเต้นรำ
          40. เจ้าสาวเต้นรำกับพ่อเจ้าสาว
          41. เจ้าบ่าวเต้นรำกับแม่เจ้าบ่าว
          42. แขกอื่นๆ ในงานขณะเต้นรำบนฟลอร์
          43. นักดนตรีขณะกำลังเล่น
          44. เพื่อนเจ้าบ่าวกล่าวอวยพร
          45. เจ้าบ่าวเจ้าสาวทักทายแขกในงาน
          46. โต๊ะวางเค้กแต่งงาน/เค้กแต่งงาน
          47. เจ้าบ่าวเจ้าสาวตัดเค้ก
          48. ตอนโยนช่อดอกไม้
          49. ตอนรับช่อดอกไม้
          50. เจ้าบ่าวเจ้าสาวโบกมือลา